เชื่อหรือไม่ ในท้องสมุทรอันกว้างใหญ่ นักวิทยาศาตร์ได้ทำการสำรวจพื้นที่ไปแค่เพียง 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยังมีความลับอีกมากมายที่ยังไม่ถูกค้นพบและสิ่งมีชีวิตอันน่าพิศวงใต้ท้องทะเลอีกหลายสายพันธุ์ หรือดินแดนใต้ที่จมลงในอดีตที่ยังไม่ถูกสำรวจอีกมากมาย และนี่ก็คือ 14 ความจริงของมหาสมุทรที่คุณอาจจะยังไม่รู้

#1 95% ของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลยังไม่ถูกค้นพบ

มนุษยชาติได้ทำการสำรวจทะเลได้เพียงแค่ 5-7% เท่านั้นเทียบกับอัตราส่วนต่อมหาสมุทรเพียง 1% จากมหาสมุทรทั้งหมด เป็นไปได้ว่ายังมีสิ่งชีวิตลึกลับที่ยังไม่ถูกพบ อาจจะเป็นนางเงือกหรือสัตว์ดึกดำบรรพ์ก็อาจเป็นไปได้

#2 จุดที่ลึกที่สุดของทะเลนั้นมันลึกจริงๆ

Mariana Trench เป็นร่องลึกก้นสมุทรที่มีความลึกมากที่สุดเท่าที่มนุษย์ค้นพบ และมันมีความลึกถึง 11 กิโลเมตรเลยทีเดียวเมื่อวัดจากระดับน้ำทะเล หากเทียบกับจุดที่สูงที่สุดอย่างยอดเขาเอเวอร์เรสต์แล้วล่ะก็จะอยู่ที่ราวๆ 8.8 กิโลเมตรเท่านั้น

#3 85% ของพื้นโลกยังนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ท้องทะเล

พื้นโลกทั้งหมดถึง 85% นั้นจมอยู่ใต้ท้องทะเล ที่มีความลึกอยู่ประมาณ 3,700 เมตร ถึง 12,000 ฟุต และใต้ท้องทะเลก็เคยมีดินแดนมากมายที่ยังหลงเหลืออารยธรรมในอดีตให้เห็น เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าโลกใต้ท้องทะเลนั้นเคยมีอยู่จริง

#4 ภูเขาที่สูงที่สุดในโลกอยู่ใต้ท้องทะเล

ยอดเขาเอเวอเรสต์ที่มีความสูง 29,029 ฟุตยังยอมแพ้เมื่อเจอภูเขาใต้ท้องทะเลที่บริเวณ Mauna Kea ในเกาะฮาวายที่มีความสูงถึง 33,480 ฟุต โดยถูกจารึกลงใน Guinness Book ว่าเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในโลกตั้งแต่มีการค้นพบมา

#5 การส่งคลื่นสัญญาณใต้น้ำไวกว่าบนพื้นดินถึง 4 เท่า

นักวิทยาศาสตร์วิจัยแล้วว่าความเร็วเสียงที่ผ่านของเหลวนั้นเคลื่อนที่ไวกว่าบนพื้นดินหรือบนอากาศ นี่คือเหตุผลที่ปลาโลมาหรือวาฬ ใช้คลื่นเสียงในการส่งสัญญาณไปได้ไกลกว่าและว่องไวกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ

#6 มีทองอยู่ใต้ท้องทะเลอีกกว่า 20 ล้านตัน

จากการสำรวจขององค์กร National Ocean Service ทำให้ทราบว่าใต้ท้องทะเลนั้นมีแร่ทองอยู่มากกว่า 20 ล้านตัน แต่ถึงอย่างนั้นทองเหล่านั้นก็ฝังติดกับหิน และลึกลงไปจากระดับน้ำทะเลไม่ต่ำกว่า 3 กิโลเมตร ฉะนั้นการลงไปขุดมันขึ้นมาก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร

#7 ภูเขาไฟระเบิดที่เกิดขึ้นบนโลกของเราส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นใต้ทะเล

80% ของเหตุภูเขาไฟระเบิดทั้งหมดเกิดขึ้นใต้ท้องทะเล และจากการระเบิดแต่ละครั้งก็มีลาวาไหลออกมา ทำให้อุณหภูมิน้ำในบริเวณนั้นพุ่งสูงขึ้นถึง 400 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว และสิ่งมีชีวิตบางประเภทก็สามารถปรับตัวให้อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ได้ด้วย

#8 แหล่งกำเนิดออกซิเจนใต้ทะเลลึก

ความจริงที่ว่าออกซิเจนนั้นเกิดจากต้นไม้นับเป็นความจริงที่ถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะความจริงแล้วออกซินเจนจำนวนมากของโลกเกิดจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า Phytoplankton แพลงก์ตอนพืชชนิดหนึ่งที่มีนับจำนวนนับล้าน นับไม่ถ้วนบนท้องทะเล

#9 คลื่นสึนามิสามารถสูงได้ถึง 35 เมตร หรือราวๆ ตึก 12 ชั้นได้เลยทีเดียว

ย้อนกลับไปจากเหตุแผ่นดินไหวที่อลาสกาในปี 1958 ส่งผลให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิที่สูงกว่า 35 เมตร เมื่อพัดเข้าฝั่งเจ้าคลื่นยักษ์นี้ทำลายทุกสิ่งในระยะ 500 เมตรจากฝั่ง นับเป็นสถิติที่สูงที่สุดที่บันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์

#10 ช่องเขาใต้ทะเลยาวที่สุดในโลก

ช่องเขาที่ยาวที่สุดในโลกถึง 23,000 ไมล์ ถูกเรียกว่า The Mid-Ocean Ridge ที่ตัดผ่านทะเลแอดแลนติค Atlantic ความสูงของส่วนที่สูงที่สุดยังสูงกว่าเทือกเขาแอลป์ซะอีก กินพื้นที่ของโลกกว่า 23% เลยทีเดียวเชียว

#11 อยู่อวกาศก็สามารถมองเห็น เดอะ เกรท แบริเออร์ แนวปะการังที่ยาวที่สุดในโลกได้

แนวปะการังที่ทอดยาวไกลกว่า 2,000 กิโลเมตร แหล่งที่อุดมไปด้วยระบบนิเวศน์สมบูรณ์แก่บรรดาสัตว์น้ำใต้ท้องทะเลทั้งหลาย แม้คุณจะมองจากอวกาศก็สามารถเห็นแนวปะการังมหึมานี้ได้

#12 มีแม่น้ำอยู่ในทะเลด้วยนะ

ปรากฎการณ์นี้อยู่ที่ Cenote Angelita ประเทศเม็กซิโก เป็นแม่น้ำใต้ทะเลที่พบในถ้ำ ซึ่งถ้าดำลึกลงไปประมาณ 30 เมตร น้ำจะเป็นน้ำจืด แต่ถ้าดำลึกลงไปถึง 60 เมตรจะเป็นน้ำเค็ม โดยวิวทิวทัศน์ด้านล่างนั้นจะมองเห็นภาพที่เป็นเหมือนเป็นแม่น้ำที่มีทั้งต้นไม้และใบไม้ แต่มันไม่ใช่แม่น้ำจริงๆเพราะว่ามันเป็นชั้นของ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ทำให้ดูคล้ายเป็นแม่น้ำที่ล่องลอยอยู่ใต้มหาสมุทรนั่นเอง

#13 ในท้องทะเลยังมีสิ่งมีชีวิตอีกมากมายอาศัยอยู่

94% ของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้เป็นสัตว์ทะเล และอีก 2 ใน 3 ของทั้งหมดนี้ ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นปริศนาอยู่ ขณะเดียวกันนับวันมนุษย์ก็ยิ่งทำการศึกษาและค้นพบสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลใหม่ๆ ได้เรื่อยๆ

#14 มหาสมุทรถูกปกคลุมด้วยขยะทะเล

มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลได้ถูกปกคลุมด้วยกองขยะมากกว่า 270,000 ตารางไมล์ ที่เกิดจากขวดน้ำและพลาสติก มีนกมากกว่า 1 ล้านตัวและสัตว์ใต้ท้องทะเลกว่า 1 แสนตัวต้องตายลงเป็นรายปี และมีทีท่าว่าจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตเราอาจจะแทบไม่มีทะเลให้ลูกหลานเห็นแล้วก็เป็นไปได้